สาเหตุแห่งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

Posted in สาเหตุแห่งการสูญเสีย on กันยายน 6, 2011 by pui99

สาเหตุของการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยนั้น พอจะสรุปได้ว่ามาจากปัจจัยสำคัญ ๆ 5 อย่างคือ

1) การนำเอาทรัพยากรชีวภาพมาใช้ประโยชน์มากเกินไป

2) การค้าขายสัตว์ป่าและพืชป่าแบบผิดกฎหมาย

3) การรบกวนแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและระบบนิเวศ และ

4) การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย

5) การนำพืชที่มีการตัดแต่งหน่วยถ่ายทอดพันธุกรรมหรือยีน (พืชจีเอ็มโอ) เข้ามาปลูก

การล่าสัตว์เป็นสาเหตุทำให้สัตว์เฉพาะถิ่นหลายชนิดสูญพันธุ์ไป เช่น สมันที่เคยอาศัยในป่าดงดิบที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลางของประเทศไทย เนื่องจากเนื้อสมันเป็นที่นิยมบริโภคประกอบกับสมันเป็นสัตว์ป่าที่ปราศจากเขี้ยวเล็บไว้ต่อสู้ศัตรู จึงถูกตามล่าโดยง่ายและอย่างกว้างขวางโดยไม่มีกฎเกณฑ์ เช่น การล่าสัตว์ป่าในช่วงฤดูผสมพันธุ์ เหล่านี้ทำให้สมันถูกล่าเอาเนื้อมาเป็นอาหารจำนวนมากทุก ๆ ปี จนประชากรลดลงและสูญพันธุ์จากโลกไปในที่สุด หรือการที่ชาวเขานิยมออกเก็บกล้วยไม้ป่าแล้วมากองชายริมทางรถไฟ โดยเฉพาะแถวสถานีขุนตานในราคาถูก ผู้คนก็นิยมซื้อกันมากทุก ๆ เที่ยวที่รถไฟหยุดจอดที่สถานีแห่งนี้ เมื่อมีผู้นิยมซื้อมากขึ้นนักเก็บของป่าก็ยิ่งเสาะหากล้วยไม้พันธุ์เฉพาะถิ่นเอาออกมาวางขายมากยิ่งขึ้น ในที่สุดกล้วยไม้ป่าหลายชนิดของเราก็สูญพันธุ์จากไปตลอดกาล เดี๋ยวนี้นั่งรถไฟผ่านสถานีขุนตานจะไม่ได้เห็นพันธุ์กล้วยไม้ป่านานาชนิดอย่างแต่ก่อนอีกแล้ว

การค้าสัตว์และพืชป่าอย่างผิดกฎหมายก็เป็นการคุกคามโดยตรงอีกอย่างหนึ่งต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะความต้องการสัตว์และพืชชนิดหายากมีสูง จำทำให้ราคาของสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ เหล่านี้สูงมาก ทำให้สัตว์และพืชที่กำลังจะสูญพันธุ์ต้องเผชิญกับการลักลอบตามเล่าและการตัดฟันหรือขุดถอนอย่างผิดกฎหมาย การกระทำเช่นนี้ทำให้ประชากรของสัตว์และพืชป่าลดลงอย่างรวดเร็ว และในที่สุดหลายชนิดก็สูญพันธุ์หมดไป

การรบกวนแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและระบบนิเวศ ถือเป็นการคุกคามต่อการรักษาสถานะของความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรุนแรงที่สุด การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ทั้งป่าดิบชื้น ป่าชายเลน ป่าพรุที่ชุ่มน้ำต่าง ๆ รวมทั้งการสร้างอ่างเก็บน้ำและเขื่อนพลังน้ำ การขยายเขตชุมชนเมือง การจัดการท่องเที่ยวปราศจากหลักการและการควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ดำเนินการเอกชนที่มุ่งหวังเฉพาะรายได้ และภาวะมลพิษ เหล่านี้ล้วนแต่มีผลให้ประชากรสัตว์และพืชป่าลดลงทั้งสิ้น นอกเหนือไปจากการคุกคามต่อชีวิตในป่าของกิจกรรมต่าง ๆ จากมนุษย์ดังที่กล่าวมาอย่างรุนแรงต่อความหลากหลายทางชีวภาพอีกประการหนึ่งคือ การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยในธรรมชาติ แหล่งที่อยู่อาศัยของทรัพยากรชีวภาพที่สำคัญที่สุดคือ ระบบนิเวศของป่าธรรมชาติ การตัดไม้ทำลายป่าจึงเป็นการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารที่สำคัญและจำเป็นของชีวิตป่าให้หมดไปด้วย พรรณไม้ที่ซึ่งอยู่ตามธรรมชาติในป่าโดยเฉพาะไม้ใหญ่ทั้งหลายจะเป็นตัวควบคุมโครงสร้างของระบบนิเวศของป่า รวมทั้งสภาพภูมิอากาศในระบบนิเวศนั้น ๆ ใบไม้กิ่งไม้จากป่าที่มิได้ถูกตัดฟันจะร่วงหล่นทับถมอยู่บนพื้นป่า และจากการย่อยสลายของจุลินทรีย์ ธาตุอาหารตลอดจนแร่ธาตุต่าง ๆ ก็จะถูกปลดปล่อยออกมา ซึ่งก็จะกลายเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดของป่าโดยจะดำเนินไปตามระบบห่วงโซ่อาหาร (food chain) และระดับขั้นในการกินอาหาร (trophic levels) ของระบบนิเวศนั้น ๆ ดังที่ได้กล่าวมาในบทต้น ๆ แล้ว

ในการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกคือ Earth Summit 1992 ที่นครริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิลเมื่อ พ.ศ. 2535 ในปริญญาริโอหรือ Rio Resolution ซึ่งประเทศสมาชิกของสหประชาชาติจำนวน 157 ประเทศลงนามรับรองแล้วนั้น มีอยู่ข้อหนึ่งที่ระบุไว้โดยมีใจความว่ากิจกรรมใด ๆ ทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology) จะต้องควบคุมได้ ซึ่งประเด็นนี้บ่งชี้ให้เห็นความสำคัญในแง่ผลกระทบจากการที่มนุษย์นำผลผลิตทางเทคโนโลยีชีวภาพไปใช้และมีผลต่อสภาพแวดล้อม แต่ปัจจุบันประเทศที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพได้ผลิตภัณฑ์พืชโดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจบางอย่าง เช่น ถั่วเหลือง ข้าว มันฝรั่ง มะเขือเทศ และฝ้าย ฯลฯ โดยมีการดัดแปลงหน่วยถ่ายทอดพันธุกรรมหรือที่เรียกว่า พืช จี เอ็ม โอ (GMO = Genetically Modified Organisms) แล้วออกมาจำหน่ายให้เกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนานำไปปลูกและบริโภค

พืช จี เอ็ม โอ นี้ โดยทั่วไปจะมีหน่วยถ่ายทอดพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นที่ไม่ใช้จากพืชนั้น ๆ ปะปนอยู่โดยการตัดต่อยีน เพื่อให้พืชจีเอ็มโอนี้มีความทนแล้ง ทนแมลงศัตรู หรือมีคุณภาพอื่น ๆ ตามที่มนุษย์ต้องการ ซึ่งหากเกษตรกรรวมทั้งผู้บริโภคผลิตผลจากพืช จีเอ็มโอ นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางแล้ว ในที่สุดพันธุ์ดั้งเดิมซึ่งมีความหลากหลายทางพันธุกรรมมากมากจากที่ธรรมชาติให้ไว้ก็จะไม่เป็นที่นิยมปลูกและบริโภค ส่วนเกษตรกรก็ไม่สามารถมีพืช จีเอ็มโอ ปลูกของตนเองได้ เพราะไม่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีชีวภาพพอ และจำเป็นต้องพึ่งประเทศหรือบริษัทข้ามชาติผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตัดต่อยีนนี้ตลอดไป ประการที่สำคัญคือ เมื่อพันธุ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติหมดคุณค่า (ในสายตาของเกษตรกรและผู้บริโภค) แล้วในที่สุดสูญพันธุ์หมดไปทำให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไปอย่างไม่มีทางแก้ (รายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบจากเทคโนโลยีชีวภาพจีเอ็มที่มีต่อความหลายทางชีวภาพของไทย นอกเหนือจากรัฐจัดเตรียมนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวไว้เป็นการล่วงหน้า

(http://www.thaigoodview.com)

สัตว์ป่า

Posted in ทรัพยากรสัตว์ป่า on กันยายน 6, 2011 by pui99

สัตว์ป่า คือ สัตว์ทุกชนิดไม่ว่า สัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก แมลง หรือแมง ซึ่งโดยภาพธรรมชาติย่อมเกิดและดำรงชีวิตอยู่ในป่าหรือในน้ำและให้หมายความรวมถึงไข่ของสัตว์ป่าเหล่านั้นทุกชนิดด้วย แต่ไม่หมายความรวมถึงสัตว์พาหนะที่ได้จดทะเบียนทำตั๋วรูปพรรณตามกฎหมาย ว่าด้วยสัตว์พาหนะแล้วและสัตว์พาหนะที่ได้มาจากการสืบพันธุ์ของสัตว์พาหนะ ดังกล่าว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ป่าไม้ อันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าได้ถูกทำลายลงไปมาก ตลอดจนการไล่ล่าของมนุษย์จึงทำให้ปริมาณสัตว์ป่ามีจำนวนลดน้อยลงทุกปีจนบางชนิดสูญพันธุ์บางชนิดก็ใกล้จะสูญพันธุ์เพื่อรักษาความสมดุลทางธรรมชาติจึงจำเป็นที่เราจะต้องช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ป่าไว้โดยเร่งด่วน

(http://web.ku.ac.th)

ประเภทของสัตว์ป่า

Posted in ทรัพยากรสัตว์ป่า on กันยายน 6, 2011 by pui99

เพื่อเป็นการปกป้องรักษาสัตว์ป่าให้มีชีวิตสืบต่อไปถึงอนุชนรุ่นหลังจึงมีการออกพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ภูมิพลอดุลเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2535 เป็นปีที่ 47 ในรัชกาลปัจจุบัน แบ่งสัตว์ป่าออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. สัตว์ป่าสงวน เป็นสัตว์ป่าที่หายากและปัจจุบันมีจำนวนน้อยมากบางชนิดสูญพันธุ์ไปแล้วมีอยู่ 15 ชนิด คือ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร แรด กระซู่ กูปรีหรือโคไพร ควายป่า ละองหรือละมั่ง สมันหรือ เนื้อสมัน เลียงผา นกแต้วแล้วท้องดำ นกกระเรียน แมวลายหินอ่อน สมเสร็จ เก้งหม้อและพะยูนหรือหมูน้ำ

2. สัตว์ป่าคุ้มครอง เป็นสัตว์ทั้งที่ปกติไม่นิยมใช้เป็นอาหารและใช้เป็นอาหารทั้งที่ไม่ใช่ล่าเพื่อการกีฬาและล่าเพื่อการกีฬา ตามที่กฎกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดไว้ มากกว่า 200 ชนิด เช่น ค่าง ชะนี อีเห็น ไก่ฟ้า เหยี่ยว ช้างป่า แร้ง กระทิง กวาง หมีควาย อีเก้ง นกเป็ดน้ำ เป็นต้น

บทลงโทษ ทั้งสัตว์ป่าสงวนสัตว์ป่าคุ้มครองและซากของสัตว์ป่าสงวนหรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง ห้ามมิให้ผู้ใดทำการล่ามีไว้ในครอบครอง ค้าขายและนำเข้าหรือส่งออก หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

(http://web.ku.ac.th)

 

 

 

คุณค่าของสัตว์ป่า

Posted in ทรัพยากรสัตว์ป่า on กันยายน 6, 2011 by pui99

สัตว์ป่าอำนวยประโยชน์นานาประการให้แก่มนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ มากมาย อย่างไรก็ตามประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นไปในทางอ้อมมากกว่าทางตรงจึงทำให้มองไม่ค่อยเห็นคุณค่าของสัตว์ป่าเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ เช่น ป่าไม้ น้ำ และแร่ธาตุ เป็นต้น ตัวอย่างคุณค่าของสัตว์ป่า เป็นต้นว่า

1. ด้านเศรษฐกิจ ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจที่มนุษย์ได้จากสัตว์ป่าก็ได้แก่การค้าสัตว์ป่า หรือซากของสัตว์ป่าโดยเฉพาะหนังสือป่าในปีหนึ่ง ๆ ทำรายได้ให้กับประเทศและมีเงินหมุนเวียนภายในประเทศจำนวนไม่น้อย คุณค่าทางด้านเศรษฐกิจจะรวมถึงรายได้ต่าง ๆ จากการท่องเที่ยวในการชมสัตว์ด้วย

2. การเป็นอาหาร มนุษย์ได้ใช้เนื้อของสัตว์ป่าเป็นอาหารเป็นเวลาช้านานแล้ว ซึ่งสัตว์ป่าหลายชนิดก็ได้พัฒนาจนกระทั่งกลายเป็นเลี้ยงไป สัตว์ป่าหลายชนิดตามธรรมชาติคนก็ยังนิยมใช้เนื้อเป็นอาหารอยู่ เช่น หมูป่า เก้ง กวาง กระจง กระทิง นกเขาเปล้า นกเป็ดน้ำ ตะกวด แย้ เป็นต้น อวัยวะของสัตว์ป่าบางอย่าง เช่น นอแรด กระโหลก เลียงผา เขากวางอ่อน เลือดและกระเพาะค่าง ดีของหมี ดีงูเห่า ก็ยังมีผู้นิยมดัดแปลงเป็นอาหาร หรือใช้เป็นเครื่องยาสมุนไพรอีกด้วย

3. เครื่องใช้เครื่องประดับ นอกจากเนื้อของสัตว์ป่าและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ป่าจะใช้เป็นอาหารและยาแล้ว อวัยวะบางอย่างของสัตว์ป่าก็ยังใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ได้อีกมากมาย เช่น หนังใช้ทำกระเป๋า รองเท้า เครื่องนุ่งห่ม งาช้าง ใช้เป็นเครื่องประดับ กระดูก เขาสัตว์ใช้ทำด้ามมีดด้ามเครื่องมือ หรือแกะสลักต่าง ๆ เป็นต้น

4. การนันทนาการและด้านจิตใจ นับเป็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของสัตว์ป่า แต่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้โดยง่าย การท่องเที่ยวชมสัตว์ป่าในสวนสัตว์ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและแหล่งสัตว์ป่าอื่น ๆ นับเป็นเรื่องนันทนาการทั้งสิ้นเช่นเดียวกับการสงสารสัตว์ป่าที่ถูกทรมาน กักขัง หรืออื่นใดก็ตามที สัตว์อยู่อย่างไม่ผาสุกก็เป็นเรื่องจิตใจ รวมตลอดทั้งการท่องเที่ยวป่าเห็นสัตว์ป่าหรือไม่เห็นสัตว์ป่า ซึ่งควรประดับความงามตามธรรมชาติเป็นทั้งนันทนาการและด้านจิตใจทั้งสิ้น

5. ด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา และการแพทย์ สัตว์ป่านับมีคุณค่าใหญ่หลวงที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษาและแพทย์ ประสบผลสำเร็จในด้านการค้นคว้าทดลองต่าง ๆ โดยขั้นแรกเขาทดลองกับสัตว์ป่าเสียก่อน เช่น ทดลองกับหนู กระแต ลิง จากนั้นจึงนำไปใช้กับคนการค้นคว้า ทดลองเหล่านี้หากไม่มีสัตว์ป่าเป็นเครื่องทดลองก่อนแล้ว ก็อาจจะมีผลสะท้อนถึงคนอย่างมาก

6. เป็นตัวควบคุมสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ สัตว์ป่านับได้ว่าเป็นตัวควบคุมสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ด้วยกันเอง ทำให้ผลกระทบต่อคนบรรเทาเบาบางลงไปไม่มากก็น้อย เช่น ค้างคาวกินแมลง นกฮูกและงูสิงกินหนูต่าง ๆ นกกินตัวหนอนที่ทำลายพืชเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งหากไม่มีสัตว์ป่าต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วคนอาจจะต้องเสียเงินทองจำนวนมากกว่าเป็นอยู่ในปัจจุบันที่จะต้องกำจัดศัตรูทั้งทางตรงและทางอ้อมเหล่านี้

7. คุณค่าของสัตว์ป่าต่อทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ คนส่วนใหญ่มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้ เป็นต้นว่า ป่าไม้ทำให้สัตว์ป่ามีที่อยู่อาศัย เป็นอาหาร และเป็นที่หลบภัย ป่าไม้ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ป้องกันการกัดเซาะของน้ำ ลม ป่าไม้ช่วยทำให้มีน้ำไหลตลอดปี น้ำใสสะอาดปราศจากตะกอน ป่าไม้ช่วยทำให้ฝนตก บรรเทากระแสลมพายุ ป่าไม้ทำให้อากาศไม่ร้อนไม่หนาว ป่าไม้เป็นแหล่งสะสมแร่ธาตุและป่าไม้ทำให้มนุษย์ได้ใช้สอย ขาดป่าไม้ทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ก็อยู่ไม่ได้ ทำนองเดียวกันกับทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ที่คนจะมองเห็นความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ยกเว้นสัตว์ป่ามักจะมองเห็นเฉพาะต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ เท่านั้น แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว สัตว์ป่าก็มีผลต่อทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ไม่น้อยเช่นเดียวกัน อย่างเช่นทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า ก็มีส่วนช่วยหลายอย่าง เช่น

7.1 สัตว์ป่าช่วยทำลายศัตรูป่าไม้ ต้นไม้ในป่าจะมีศัตรูตามธรรมชาติเสมอ ๆ เช่น โรคและแมลง เป็นต้น แต่ศัตรูเหล่านี้จะไม่ระบาด โดยเฉพาะแมลงหากมีตัวทำลายสัตว์ป่าหลายชนิดเป็นตัวกำจัดแมลงนอกจากที่กล่าวไปแล้วก็มี เช่น นกหัวขวาน นกไต่ไม้ จะกินแมลงและตัวหนอน ตามลำต้น นกกินแมลง นกจับแมลง จะกินแมลงที่มาทำลายใบ ดอก และผล ตุ่น หนูผี จะกินหนอนที่มากินรากและลำต้นใต้ดิน หากปราศจากสัตว์เหล่านี้แล้วต้นไม้จะได้รับความเสียหายและอาจจะตายในที่สุด

7.2 สัตว์ป่าช่วยผสมเกสรดอกไม้ ต้นไม้ผสมเกสรได้นั้นอาศัยปัจจัยหลายอย่างช่วย เช่น ลม และแมลงสำหรับสัตว์ป่าบางชนิดก็เป็นตัวที่ช่วยผสมเกสรด้วย เช่น นกกินปลี นกปลีกล้วย และค้างคาวกินน้ำหวานดอกไม้ เป็นต้น สัตว์ป่าเหล่านี้จะช่วยผสมเกสรดอกไม้ในขณะที่กินน้ำหวานดอกไม้จากดอกหนึ่งไปยังอีกดอกหนึ่งหรือจากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง ทำนองเดียวกับลมและแมลงดังกล่าวแล้ว

7.3 สัตว์ป่าช่วยในการกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้ สัตว์ป่าบางชนิด เช่น นกขุนทอง นกเงือก ค้างคาวบางชนิด ลิง ค่าง ชะนี กวาง เก้ง กระทิง วัวแดง เป็นต้น จะกินผลไม้เป็นอาหาร แล้วคายหรือถ่ายเมล็ดออกมาตามที่ต่าง ๆ เมล็ดไม้บางชนิดไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ ในการผ่านกระเพาะของสัตว์เหล่านี้ก็เท่ากับสัตว์ป่าช่วยในการกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้ไปในที่ต่าง ๆ ที่สัตว์ท่องเที่ยวไปแล้วคายหรือถ่ายเมล็ดไม้ออกมา

7.4 สัตว์ป่าช่วยทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น มูลของสัตว์เกือบทุกชนิดใช้เป็นปุ๋ยได้อย่างดี เท่ากับเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ในขณะเดียวกันเมื่อสัตว์ป่าตายลง ซากของสัตว์ป่าก็จะกลายเป็นปุ๋ยได้เช่นเดียวกัน ทุกวันนี้เกิดปัญหาการดัดแปลงมูลของสัตว์ป่าบางชนิด เช่น มูลของค้างคาว ซึ่งมีอยู่มากมายตามถ้ำต่าง ๆ ให้ใช้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ ทุกวันนี้แม้ว่าจะใช้มูลค้างคาวเป็นปุ๋ยอยู่บ้าง ก็อยู่เฉพาะในวงจำกัด ในปัจจุบันวงการป่าไม้เองก็ต้องใช้ปุ๋ยในสวนป่าเหมือนกันทั้งนี้เนื่องจากการทำงานสัตว์ป่าออกไปเกือบหมดป่านั่นเอง

(http://web.ku.ac.th)

ปัญหาทรัพยากรสัตว์ป่า

Posted in ทรัพยากรสัตว์ป่า on กันยายน 6, 2011 by pui99

ในปัจจุบันสัตว์ป่ามีจำนวนลดน้อยลงมาก ชนิดที่สมัยก่อนมีอยู่ชุกชุมก็ไม่ค่อยได้พบเห็นอีกบางชนิดก็ถึงกับสูญพันธุ์ไปเลย ปัญหานี้สาเหตุมาจาก

1. ถูกทำลายโดยการล่าโดยตรงไม่ว่าจะล่าเพื่ออาหารหรือเพื่อการกีฬาหรือเพื่ออาชีพ

2. การสูญพันธุ์หรือลดน้อยลงไปตามธรรมชาติของสัตว์ป่าเอง ถ้าหากไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนของสภาพแวดล้อมได้ หรือจากสาเหตุภัยธรรมชาติต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม ไฟป่า

3. การนำสัตว์ป่าต่างถิ่น (Exotic aminal) เข้าไปในระบบนิเวศสัตว์ป่าประจำถิ่น ทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความสมดุลของสัตว์ป่าประจำถิ่นจนอาจเกิดการสูญพันธุ์

4. การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ซึ่งก็ได้แก่การที่ป่าไม้ถูกทำลายด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะโดยถากถางและเผาเพื่อทำการเกษตรกิจกรรมการพัฒนา เช่น การตัดถนนผ่านเขตป่า การสร้างเขื่อน ฯลฯ ทำให้สัตว์ป่าบางส่วนต้องอพยพไปอยู่ที่อื่นหรือไม่ก็เสียชีวิตขณะที่ถิ่นที่อยู่อาศัยถูกทำลาย

5. การสูญเสียเนื่องจากสารพิษตกค้าง เมื่อเกษตรกรใช้สารเคมีในการเพาะปลูก เช่น ยาปราบศัตรูพืชจะทำให้เกิดการสะสมพิษในร่างกายทำให้บางชนิดถึงกับสูญพันธุ์ได้

(http://web.ku.ac.th)

การอนุรักษ์สัตว์ป่า

Posted in ทรัพยากรสัตว์ป่า on กันยายน 6, 2011 by pui99

สัตว์ป่ามีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งรวมถึงคนเราด้วยทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม จึงต้องมีวิธีการป้องกันและแก้ไขไม่ให้สัตว์ป่าลดจำนวนหรือสูญพันธุ์ด้วยการอนุรักษ์สัตว์ป่า ดังนี้

1. กำหนดกฎหมายและวิธีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ป่าเป็นแหล่งอาหารที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า อาทิ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขตเพาะพันธุ์สัตว์ป่า ฯลฯ ให้มีมากเพียงพอ

2. การรณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ให้เห็นความสำคัญในการอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างจริงจัง

3. การไม่ล่าสัตว์ป่า ไม่ควรมีการล่าสัตว์ป่าทุกชนิด ทั้งสัตว์ป่าสงวนสัตว์ป่าคุ้มครองเพราะปัจจุบันสัตว์ป่าทุกชนิดได้ลดจำนวนลงอย่างมากทำให้ขาดความสมดุลทางธรรมชาติ

4. การป้องกันไฟป่า ไฟป่านอกจากจะทำให้ป่าไม้ถูกทำลายแล้วยังเป็นการทำลายแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าด้วย

5. การปลูกฝังการให้ความรัก และเมตตาต่อสัตว์อย่างถูกวิธีสัตว์ป่าทุกชนิดมีความรักชีวิตเหมือนกับมนุษย์ การฆ่าสัตว์ป่า การนำสัตว์ป่ามาเลี้ยงไว้ในบ้านเป็นการทรมานสัตว์ป่า ซึ่งมักไม่มีชีวิตรอด

6. การเพาะพันธุ์เพิ่มสัตว์ป่าที่กำลังจะสูญพันธุ์หรือมีจำนวนน้อยลง ควรมีการเพาะพันธุ์ขยายพันธุ์ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการทดแทนและเร่งให้มีสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้น

(http://web.ku.ac.th)

ป่าไม้

Posted in ทรัพยากรป่าไม้ on กันยายน 6, 2011 by pui99

“ป่าไม้” เป็นศูนย์รวมของสรรพชีวิต เป็นที่ก่อกำเนิดสายน้ำ ชีวิตพืชและสัตว์ที่หลากหลายอีกทั้ง เป็นที่พึ่งพิงและให้ประโยชน์แก่มนุษย์มาแต่โบราณกาล เพราะป่าไม้ช่วยรักษาสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคุมสภาพดินฟ้าอากาศ กำบังลมพายุ ป้องกันบรรเทาอุทกภัย ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน เป็นเสมือนเขื่อนธรรมชาติที่ป้องกันการตื้นเขินของแม่น้ำลำคลอง เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเป็นโรงงานผลิตออกซิเจนขนาดใหญ่ เป็นคลังอาหารและยาสมุนไพร และป่าไม้ยังเป็นแหล่งศึกษาวิจัยและเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของมนุษย์ นอกจากนี้ ในผืนป่ายังมีสัตว์ป่านานาชนิดซึ่งมีประโยชน์ต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในหลายลักษณะ ได้แก่ การรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เช่น การควบคุมปริมาณสัตว์ป่าให้อยู่ในภาวะสมดุล การช่วยแพร่พันธุ์พืช การควบคุมแมลงศัตรูพืช เป็นปุ๋ยให้กับดินในป่า เป็นต้น การเป็นแหล่งพันธุกรรมที่หลากหลาย การเป็นอาหารของมนุษย์และสัตว์อื่น และการสร้างรายได้ให้แก่มนุษย์ เช่น การทำการค้าจากชิ้นส่วนต่างๆ ของสัตว์ป่า การจำหน่ายสัตว์ป่า และการเปิดให้บริการเข้าชมสวนสัตว์ เป็นต้น ดังนั้น จึงนับว่าป่าไม้ให้คุณประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่มวลมนุษย์เป็นอย่างมากมาย หากป่าไม้เสื่อมถอยไป ย่อมเป็นบ่อเกิดความทุกข์ยากแก่ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์และสัตว์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

(http://www.thaienvimonitor.net)